digestive system anatomy and physiology1



การย่อยอาหารของคน
การย่อยอาหาร (Digestion) คือ กระบวนการแปรสภาพสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อการดูดซึมเข้าสู่เซลล์
คนมีระบบทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ ลักษณะเป็นท่อ มีอวัยวะทำหน้าที่พิเศษหลายอย่างอยู่ระหว่างช่องเปิดทั้ง 2 ช่อง มีเนื้อเยื่อบุผิวปกคลุมด้วยเมือกบุพื้นผิวด้านใน อาหารที่กินเข้าไปเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว คือจากปากผ่านคอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก นอกจากนี้ยังมีต่อมน้ำลาย ถุงน้ำดี ตับ ตับอ่อน เป็นอวัยวะพิเศษทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์และสารอื่นเข้าสู่บริเวณเฉพาะแห่งของทางเดินอาหาร
การย่อยอาหารมี 2 วิธี คือ
1. การบดให้ละเอียด (Mechanical digestion) โดยใช้ฟันบดเคี้ยวหรือการเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เป็นจังหวะเรียกว่าเพอริสทัลซีส (Peristalsis)
image007

ภาพที่ 3.1 การเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อหลอดอาหารติดต่อกันเป็นลูกคลื่น เรียกว่าเพอริสทัลซีส
ที่มา : http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/spanish/ency/images/ency/fullsize/9736.jpg

2. การให้เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive enzyme) เป็นกระบวนการทางเคมี (Chemical digestion)
เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอนไซม์จากต่อมต่าง ๆ ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร เป็นชนิดที่ทำปฏิกิริยาร่วมกับน้ำ จึงเรียกเอนไซม์พวกนี้ว่าไฮโดรเลส (Hydrolase)
เอนไซม์ (Enzyme) คือสารอินทรีย์พวกโปรตีน ซึ่งสิ่งมีชีวิตสร้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต แบ่งออกเป็น 3 ชนิดดังนี้
2. การให้เอนไซม์ย่อยอาหาร (Digestive enzyme) เป็นกระบวนการทางเคมี (Chemical digestion)
เป็นการย่อยที่ต้องใช้เอนไซม์จากต่อมต่าง ๆ ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร เป็นชนิดที่ทำปฏิกิริยาร่วมกับน้ำ จึงเรียกเอนไซม์พวกนี้ว่าไฮโดรเลส (Hydrolase)
เอนไซม์ (Enzyme) คือสารอินทรีย์พวกโปรตีน ซึ่งสิ่งมีชีวิตสร้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต แบ่งออกเป็น 3 ชนิดดังนี้
1. Carbohydase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต
2. Protease เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกโปรตีน
3. Lipase เอนไซม์ที่ย่อยสารอาหารพวกไขมัน

อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน
อาหารที่คนเรานำเข้าสู่ร่างกายจะผ่านไปตามทางเดินอาหารซึ่งยาวประมาณ 9 เมตร ทางเดินอาหารนี้ถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกันดังนี้
1. อวัยวะที่เป็นทางเดินอาหาร ได้แก่

1.1 ปากและโพรงปาก (Mouth and mouth cavity ) ประกอบด้วยขากรรไกร (Jaw) บนและขากรรไกรล่าง เพดานแข็ง เพดานอ่อน ฟัน ลิ้น และต่อมน้ำลายhttp://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image016.jpgimage08

ภาพที่ 3.2 ภาพแสดงปากและอวัยวะในโพรงปาก
ที่มา : snore-gonomics.com

ปาก (Mouth) เป็นอวัยวะส่วนแรกของระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหาร เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก จะถูกบดด้วยฟัน มีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหารให้เข้าน้ำลาย
ฟัน (Teeth) มีหน้าที่ในการตัด ฉีก และบดอาหาร ซึ่งฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่ คือ ฟันตัด(Incisor) ฟันฉีก(Canine) ฟันกรามหน้า(Premolar) ฟันกรามหลัง(Molar)http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image023.jpgimage09

ภาพที่ 3.3 แสดงตำแหน่งฟันทั้ง 4 ชนิด( Incisor ,Canine ,Premolar และ Molar)
ที่มา : http://www.remedypost.com/site-images/teeth.jpg

ฟันของคนเรามี 2 ชุด คือ
1. ฟันน้ำนม (Temporary teeth ) เป็นฟันชุดแรก มี 20 ซี่ จะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน เริ่มหักเมื่ออายุประมาณ 6 ขวบ
สูตรฟันน้ำนมของคนเฉพาะ1/4 ของปาก คือ I : C : PM : M คือ 2 : 1 : 0 : 2
2. ฟันแท้ (Permanent teeth) เป็นฟันชุดที่ 2 มีจำนวน 32 ซี่ จะงอกครบเมื่ออายุประมาณ 13 ปี
สูตรฟันแท้ของคนเฉพาะ1/4 ของปาก คือ I : C : PM : M คือ 2 : 1 : 2 : 3
โครงสร้างของฟันประกอบด้วย ตัวฟัน(Crown) จะมีสารเคลือบฟัน(Enamel) เป็นสารที่มีความแข็งเนื้อแน่นมาหุ้มอยู่ช่วยไม่ให้ฟันผุง่าย ซึ่งถัดจากสารเคลือบฟันเข้าไปก็จะเป็นเนื้อฟัน(Dentine) ต่อจากเนื้อฟันจะเป็นโพรงฟัน(Pulp cavityเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดและเส้นประสาทฟัน ส่วนที่เป็นลักษณะเรียวต่อจากคอฟันมีลักษณะคล้ายขาเรียกว่ารากฟัน (Root) รากฟันฝังอยู่ในช่องกระดูกขากรรไกรมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและสารซีเมนตัม(Cementum)หุ้มอยู่
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image034.jpgimage010
ภาพที่ 3.4 รูปร่างลักษณะของตัวฟัน คอฟัน และรากฟัน
ที่มา : faculty/web_bed/apichat/digestive/picture/teeth02.jpg

ลิ้น (Tongue) เป็นกล้ามเนื้อโครงร่าง มีเยื่อปกคุลม ลิ้นทำหน้าที่บอกตำแหน่งอาหาร กลืนอาหารและเปล่งเสียง และมีหน่วยรับรู้สารเคมี (Chemoreceptor)ในการรับรสอาหาร และคลุกเคล้าอาหารให้เป็นก้อน (Bolus) แล้วช่วยส่งอาหารเข้าสู่ทางเดินอาหารส่วนถัดไป
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image031.jpgimage011
ภาพที่ 3. 5 ลิ้นและตำแหน่งของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ

ต่อมน้ำลาย (Salivary gland) สร้างน้ำลาย(Saliva) ซึ่งประกอบด้วย เอนไซม์อะไมเลส น้ำ และเมือก ประกอบด้วยต่อมน้ำลายมี 3 คู่ คือ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น(Sublingual gland) ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร(Submaxillary gland หรือ Submandibular gland) และต่อมน้ำลายข้างกกหู(Parotid gland) ดังแผนภาพ http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image032.jpgimage12
ภาพที่ 3.6 ตำแหน่งของต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่ของคน
ที่มา : health.allrefer.com

การหลั่งน้ำลาย (Salivation) การหลั่งน้ำลายออกมาวันละ 1,000 – 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร จะเกิดเมื่อระบบประสาทพาราซิมพาเธติก ถูกกระตุ้น เช่น การมองเห็นอาหาร กลิ่นอาหาร รสอาหาร หรือความนึกคิด ทำให้หลั่งน้ำลายส่วนใส ๆ ออกมา น้ำลายชนิดใสเป็นน้ำลายที่มีน้ำย่อยอะไมเลสอยู่ด้วย ทำให้โมเลกุลของแป้งแตกตัวเป็นน้ำตาลมอลโทส ส่วนน้ำลายชนิดเหนียวจะมีเมือก(Mucus) อยู่มากทำหน้าที่เป็นตัวหล่อลื่นอาหาร เพื่อสะดวกในการกลืน และการผ่านอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร
1.2 คอหอย (Pharynx) อาหารถูกกลืนโดยลิ้นดันก้อนอาหารไปทางด้านหลังลงสู่ช่องคอ เมื่อเริ่มการกลืน เพดานอ่อน(Soft plate) ยกขึ้นปิดช่องจมูก ฝาปิดกล่องเสียง(Epiglottis) จะปิดหลอดลม กล้ามเนื้อบริเวณคอหอย หดตัวดันก้อนอาหาร (Bolus) เคลื่อนเข้าสู่หลอดอาหาร
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image036.jpgimage013
ภาพที่ 3.7 แสดงโครงสร้างของคอหอย เพดานอ่อน ฝาปิดกล่องเสียง
ที่มา : http://www.oncologychannel.com/onc/Images/pharynx.gif

1.3 หลอดอาหาร (Esophagus) ไม่มีต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย เมื่ออาหารผ่านลงสู่หลอดอาหารจะทำให้เกิดการหดตัวติดต่อกันเป็นลูกคลื่นของผนังกล้ามเนื้อหลอดอาหาร ซึ่งเรียกว่า เพอริสทัลซิส (Peristalsis) ไล่ให้อาหารตกลงสู่กระเพาะอาหาร
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image038.jpgimage014
ภาพที่ 3.8 ตำแหน่งของหลอดอาหารต่อจากคอหอยและอยู่ด้านหลังหลอดลม
ที่มา : http://www.freewebs.com
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image001.jpgimage015
ภาพที่ 3.9 แสดงการหดตัวและคลายตัวเป็นจังหวะของกล้ามเนื้อเรียบที่ผนังหลอดอาหารแบบเพอริสทัลซีส
ที่มา : http://www.thaigoodview.com
1.4 กระเพาะอาหาร (Stomach) อยู่ภายในช่องท้องด้านซ้ายใต้กะบังลม เป็นถุงกล้ามเนื้อที่ยืดขยายได้ดี แข็งแรงมาก สามารถขยายความจุได้ถึง 500 – 2,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร ผนังของกระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นคลื่น เรียกว่า รูกี (Rugae) มีต่อมสร้างน้ำย่อย 35 ล้านต่อม ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร เรียกว่า Gastic juice มีกล้ามเนื้อหูรูดอยู่ 2 แห่ง คือ กล้ามเนื้อหูรูด ที่ต่อกับหลอดอาหาร (Cardiac sphincter) และกล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับลำไส้เล็ก (Pyloric sphincter) น้ำย่อยรวมตัวกับอาหารจนเหลวและเข้ากันดีคล้ายซุปข้น ๆ เรียกว่า ไคม์ (Chyme) จะถูกส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กต่อไป
กระเพาะอาหารแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ คาร์เดีย(Cardia) ฟันดัส(Fundus) ตัวกระเพาะ(Body) และไพลอรัส(Pylorus)
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image039.gifimage016
ภาพที่ 3.10 โครงสร้างของกระเพาะอาหารซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วน และโครงสร้างของผนังกระเพาะอาหารของคน
ที่มา : faculty.southwest.tn.edu
http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/bangkok/phunnee_p/picturre%20digestion/0166.jpg


การหลั่งเอนไซม์ในกระเพาะอาหารถูกควบคุมโดยระบบประสาทและฮอร์โมนแกสตริน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ฮอร์โมนแกสตรินกระตุ้นให้หลั่งเพปซิโนเจน(Pepsinogen) และโพรเรนนิน(Prorennin) กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือ เปลี่ยนเพปซิโนเจนและโพรเรนนินให้เป็นเพปซินและเรนนิน ซึ่งเพปซินและเรนนินจะย่อยโมเลกุลของโปรตีนให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลงเพื่อส่งต่อไปยังดูโอดีนัม
1.5 ลำไส้เล็ก (Small intestine) อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนและยังไม่ย่อยเคลื่อนที่ผ่านกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นท่อยาวประมาณ 6 – 7 เมตร กว้าง 2.5 เซนติเมตร ขดอยู่ในช่องท้อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนต้นเรียก ดูโอดีนัม(Duodenum) ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ส่วนถัดไป เรียกว่า เจจูนัม(Jejunum) ยาวประมาณ 2.50 เมตร ส่วนท้ายเรียก ไอเลียม(Ileum) ยาวประมาณ 4 เมตร
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image020.jpgimage017
ภาพที่ 3.11 แสดงส่วนต่าง ๆ ของลำไส้เล็ก
ที่มา : http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/images/ency/fullsize/19221.jpg

เซลล์ผนังของลำไส้เล็กมีการผลิตเอนไซม์ ดังนี้
อะมิโนเพปทิเดส ไดเพปทิเดส ไตรเพปทิเดส ย่อยโปรตีน
เอนเทอโรคิเนส เปลี่ยนทริปซิโนเจนให้เป็นทริปซิน
ซูเครส แลกเทส มอลเทส ย่อยซูโครส แลกโทส และมอลโทส ตามลำดับ
ไลเพส ย่อยไขมัน

1.6 ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) อาหารที่ย่อยไม่หมดหรือย่อยไม่ได้เรียกว่ากากอาหาร รวมทั้งน้ำ วิตามิน และแร่ธาตุบางส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็ก จะเข้าสู่ลำไส้ใหญ่โดยผ่านหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้ใหญ่กับไอเลียม ลำไส้ใหญ่ของคนยาวประมาณ 1.50 เมตร ประกอบด้วย ซีกัม(Caecum) โคลอน (Colon)และ ไส้ตรง(Rectum) ลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ดูดซึมน้ำและวิตามินบี 12 ที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่สร้างขึ้น และส่งกากอาหารออกทางไส้ตรงต่อไป
ส่วนซีกัมจะมีไส้ติ่ง(Appendix) ยื่นออกจากซีกัมไป ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image022.jpgimage018
ภาพที่ 3.12 แสดงลำไส้ใหญ่ส่วนซีกัมซึ่งมีไส้ติ่งอยู่และส่วนโคลอนของลำไส้ใหญ่
ที่มา : graphics8.nytimes.com

1.7 ไส้ตรง (Rectum) เมื่อกากอาหารถูกส่งเข้าสู่ไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดิน
อาหาร ปฏิกิริยารีเฟ็กซ์กระตุ้นให้ขับอุจจาระออกจากร่างกาย
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image040.jpgimage019
ภาพที่ 3.13 แสดงส่วนของไส้ตรงที่ต่อจากลำไส้ใหญ่
ที่มา : http://www.answers.com

1.8 ทวารหนัก (Anus) เป็นกล้ามเนื้อหูรูด 2 ชั้น กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันในทำงานนอกอำนาจจิตใจ แต่กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอันนอกเปิดออกเมื่อร่างกายต้องการ ทวารหนักอยู่ต่อกับไส้ตรง มีกล้ามเนื้อแข็งแรงบีบตัวช่วยในการขับถ่ายกากอาหาร
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image041.jpgimage020
ภาพที่ 3.14 ภาพทวารหนัก(Anus)
ที่มา : pps.uwhealth.org/health/adam/graphics/images/en/7135.jpg

2. อวัยวะที่ช่วยย่อยอาหารแต่ไม่ใช่ทางเดินอาหาร ได้แก่ ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน
2.1 ตับ (Liver) และถุงน้ำดี (Gallbladder)
ตับ (Liver) ทำหน้าที่สร้างน้ำดีส่งให้ถุงเก็บน้ำดีhttp://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image042.jpg
ภาพที่ 3.15 แสดงตำแหน่งตับ
ที่มา : static.howstuffworks.com

ถุงน้ำดี (Gallbladder) เป็นที่เก็บน้ำดีที่สร้างจากตับ น้ำดีมีสีเหลืองปนเขียวรสขม มีฤทธิ์เป็นเบส ถุงน้ำดีทำหน้าที่สะสมน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้น และขับน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้นhttp://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image043.jpgimage023
ภาพที่ 3.16 แสดงตำแหน่งถุงน้ำดี ท่อน้ำดี และตำแหน่งที่น้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็ก
ที่มา : http://www.nlm.nih.gov

2.2 ตับอ่อน (Pancreas) ตับอ่อนมีรูปร่างคล้ายใบไม้ อยู่บริเวณส่วนใต้ของกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์ ดังนี้
ทริปซิโนเจน ไคโมทริปซิโนเจน โพรคาร์บอกซิเพปทิเดส ส่งไปยังลำไส้เล็ก
อะไมเลส ย่อยคาร์โบไฮเดรต
ไลเพส ย่อยไขมัน

สร้างโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (NaHCO3) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นเบส เพื่อลดความเป็นกรดจากกระเพาะอาหาร
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image050.jpgimage024
ภาพที่ 3.17 ภาพแสดงตับอ่อนและบริเวณที่ตับอ่อนปล่อยสารลงสู่ลำไส้เล็ก
ที่มา : www. academic.kellogg.cc.mi.us/herbrandsonc/bio201

3. การดูดซึมสารอาหาร (Absorption)
การดูดซึมสารอาหาร หมายถึง การที่สารอาหารถูกย่อยสลายจนมีโมเลกุลมีขนาดเล็กลง เช่นกลูโคส กรดอะมิโน แล้วถูกส่งจากผนังทางเดินอาหารเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด เพื่อนำอาหารเหล่าน้ำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนกรดไขมันและกลีเซอรอล จะดูดซึมเข้าสู่หลอด น้ำเหลืองฝอย การดูดซึมแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ตามอวัยวะทางเดินอาหารดังนี้
ปาก คอหอย หลอดอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากจนไม่ถือว่ามีการดูดซึม

กระเพาะอาหาร มีการดูดซึมน้อยมากเช่นกัน กระเพาะอาหารจะมีการดูดซึมสารที่ละลายในลิพิดได้ดี เช่น แอลกอฮอล์ และยาบางชนิด

ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่มีการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ มากที่สุด ลำไส้เล็กมีการเพิ่มพื้นที่ผิวโดยมีส่วนที่ยื่นขึ้นมาในท่อของลำไส้มีลักษณะคล้ายนิ้วมือประมาณ 4 – 5 ล้านอัน เรียกว่าวิลไล(Villi) ผิวด้านนอกของวิลไลยื่นออกไปเรียกว่าไมโครวิลไล (Microvilli) เป็นผลให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมของลำไส้เล็กสูงมาก ลำไล้เล็กส่วนดูโอดีนัมดูดซึมสารอาหารและวิตามินเกือบทุกชนิด ส่วนเจจูนัมดูดซึมสารอาหารพวกไขมัน และส่วนไอเลียมดูดซึมวิตามินบี 12 และเกลือน้ำดี โดยออสโมซิส (Osmosis) การแพร่แบบฟาซิลิเทต และกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต(Active transport)
http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_data.files/image052.gifimage025
ภาพที่ 3.18 แสดงโครงสร้างของวิลไลในลำไส้เล็กของคน
ที่มา : http://www.sema.go.th

ลำไส้ใหญ่ ส่วนที่เหลือจากการย่อยและการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารนี้จะถูกลำไส้
ใหญ่ดูดน้ำ เกลือแร่ น้ำดี และสารอาหารจากกากอาหาร โดยกระบวนการ แอกทีฟทรานสปอร์ต (Active transport) http://www.pw.ac.th/main/website/sci/3_main.html

Advertisements

Animal tissue

เนื้อเยื่อสัตว์แบ่งออกเป็น 4 ชนิด  แต่ละชนิดประกอบด้วยเซลล์ที่มีขนาด รูปร่าง และการจัดตัวเป็นแบบเฉพาะ ได้แก่

1. เนื้อเยื่อบุผิว (epithelial tissue หรือ epithelim)
ประกอบด้วยเซลล์อยู่กันแน่น เรียงชั้นต่อเนื่องกันไป หรือเป็นชิ้น หรือเป็นแผ่นเซลล์ปกคลุมผิวร่างกาย หรือบุช่องว่างภายในลำตัว หรือยอมให้สารผ่านได้หรือไม่ได้ โดยผิวด้านหนึ่งของเซลล์จะติดกับเยื่อรองรับฐาน (basement membrane) ประกอบด้วย เส้นใย (fiber) บาง ๆ เล็ก ๆ และพอลิแซ็กคาไรด์ ที่สร้างจากเซลล์ของเนื้อเยื่อบุผิวเอง เนื้อเยื่อชนิดนี้ ทำหน้าที่ป้องกัน ดูดซึมหลั่งสาร และรับความรู้สึก เช่น เนื้อเยื่อบุผิวที่พบชั้นนอกของผิวหนังจะทำหน้าที่ปกคลุมร่างกายทั้งหมดและป้องกันอวัยวะข้างใต้จากสิ่งแวดล้อมภายนอก รวมทั้งการบาดเจ็บทางกล สารเคมี การสูญเสียของเหลวจากร่างกาย และเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย เยื่อบุทางเดินอาหาร จะดูดซึมสารอาหาร และน้ำเข้าสู่ร่างกาย ทุกอย่างที่เข้าและออกจากร่างกายจะต้องผ่านเนื้อเยื่อบุผิว 1 ชั้นเป็นอย่างน้อย และนอกจากนี้เนื้อเยื่อบุผิวยังอาจดัดแปลงไปทำหน้าที่อื่นพิเศษได้อีก เช่น เป็นต่อมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์บุผิวหลายชนิดจะมีการสูญเสีย และหมดสภาพไปตลอดเวลา ดังนั้นเซลล์เหล่านี้จะมีอัตราเร็วของการแบ่งตัวสูงมาก เซลล์ใหม่จะแทนที่เซลล์เก่าที่สูญเสียไปทันอยู่เสมอ

2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue)
ทำหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวเชื่อมหรือประสานระหว่างเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกาย ช่วยค้ำจุนร่างกายหรือโครงสร้างต่าง ๆ และป้องกันอวัยวะที่อยู่ข้างใต้ โดยเกือบทุกอวัยวะในร่างกายจะต้องมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเป็นร่างแหค้ำจุน ช่วยทำหน้าที่คล้ายกันชน หรือหมอนกันกระเทือน
เนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีหลายชนิดหลัก ๆ 8 ชนิด ได้แก่
1. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดโปร่งบาง (loose หรือ areolar connective tissue)
2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดแน่นทึบ (dense connective tissue)
3. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดอิลาสติก (elastic connective tissue)
4. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดตาข่าย (reticular connective tissue)
5. เนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue)
6. กระดูกอ่อน (cartilage)
7. กระดูก (bone)
8. เลือด (blood)
เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ประกอบด้วยเซลล์จำนวนไม่มากนัก และมีสารภายนอกเซลล์ล้อมรอบอยู่เป็นจำนวนมาก สารภายนอกเซลล์เหล่านี้ประกอบด้วยเส้นใย (fiber) เล็กบางคล้ายเส้นด้ายกระจายอยู่ทั่วไปในสารประกอบพวกพอลิแซ็กคาไรด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเจล (gel) บาง ๆ หลั่งจากเซลล์ ซึ่งเรียกว่า เมทริกซ์ (metrix) เซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างชนิดกัน จะต่างกันที่รูปร่างและโครงสร้างของเซลล์และชนิดของเมทริกซ์ที่เซลล์สร้างสมบัติและการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของชนิด ส่วนหนึ่งขึ้นกับโครงสร้างและสมบัติสารระหว่างเซลล์หรือเมทริกซ์นี้ ดังนั้นเซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจึงทำหน้าที่ค้ำจุนทางอ้อม โดยทำหน้าที่เป็นผู้สร้างเมทริกซ์ที่แท้จริง

 

 

3. เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (muscle tissue)
การเคลื่อนไหวของสัตว์ส่วนใหญ่เกิดจากการหดตัวของเซลล์รูปยาว หรือทรงกระบอกหรือรูปกระสวยของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เซลล์กล้ามเนื้อแต่ละเซลล์ซึ่งมักเรียกว่า muscle fiber ประกอบด้วยเส้นใยขนาดเล็กยาว เรียงขนานกัน และสามารถหดตัวได้ เรียก myofibril ซึ่งมีโปรตีน actin และ myosin เป็นสารประกอบสำคัญ ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง พบเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มี 3 ชนิด ได้แก่ กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) กล้ามเนื้อสเกเลตัล (skeleton muscle) และกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle)

4. เนื้อเยื่อประสาท (nervous tissue)
มีรูปร่างและขนาดต่าง ๆ มากมาย แต่โดยทั่วไปจะมีตัวเซลล์ขนาดใหญ่ประกอบด้วยนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง มี Nissl’s granule อยู่ในไซโทพลาสซึม และส่วนยื่นเล็ก ๆ บางๆ 2 ชนิดยื่นออกมาจากตัวเซลล์เป็นแขนงประสาท คือเดนไดรต์ (dendrite) เป็นเส้นใยทำหน้าที่เฉพาะในการรับกระแสความรู้สึกจากสิ่งเร้าจากสิ่งแวดล้อม หรือจากเซลล์อื่น ตัวเซลล์ประสาทอาจมีสาขาบ้าง อาจยาวตั้งแต่ 1 หรือ 2 มิลลิเมตร จนถึงมากกว่า 1 เมตรก็มี เช่นเส้นที่ยื่นยาวจากไขสันหลังลงไปที่แขน หรือขาของคน เป็นต้น ที่ปลายจะมีสาขาเป็นกิ่งก้านเล็ก ๆ เป็นกระจุก แอกซอนที่มีเยื่อหุ้มเรียกว่า ใยประสาท (nerve fiber) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1) ชนิดที่ไม่มีเยื่อไมอีลิน (myelin sheath) หุ้ม มีเพียงเยื่อหุ้ม Schwann cell หุ้มรอบเพียงชั้นเดียวเรียก นิวริเลมมา (neurilemma) 2) ชนิดที่มีเยื่อไมอีลินหุ้มยื่นแผ่ออกมาจาก Schwann cell หุ้มรอบแอกซอนที่รอยต่อระหว่าง Schwann cell จะเห็นเป็นรอยคอดซึ่งมีแต่นิวริเลมมา เรียกว่า node of Ranvier เซลล์ประสาทจะต่อกันที่บริเวณรอยต่อที่เรียกว่า ไซแนปส์ (synapse) เพื่อส่งต่อกระแสความรู้สึกไปทั่วตัว ส่วนปลายประสาท (motor nerve ending) จะไปสิ้นสุดที่กล้ามเนื้อสเกเลตัล กล้ามเนื้อเรียบ และต่อมต่าง ๆ โดยแอกซอนแตกแขนงแผ่ออกเป็นแผ่นบาง ๆ (motor end plate)

Stem Cell News

Stem Cell Face Lift
Stem Cell Breast Builder

Stem Cells…. The Secret of Celebrityเป็นเวลานานเกือบศตวรรษที่“Stem Cell” ได้จุดประกายความหวังแก่มวลมนุษย์เกี่ยวกับ“ความอ่อนเยาว์อันเป็นอมตะ”หรือ“External youth”โดยเริ่มจากปี 1931 ที่Dr.PaulNiehansนายแพทย์ชาวสวิสได้ริเริ่มนำ Cell therapy มาใช้เพื่อฟื้นฟูความงามและความอ่อนเยาว์แก่บรรดาบุคคลชั้นสูงในทวียุโรป จากผลการรักษาอันน่ามหัศจรรย์ก่อให้เกิดกระแสความนิยมในหมู่บุคคลชั้นสูงและมหาเศรษฐีจากทั่วโลกที่จะต้องบินไปรับบริการจากคลีนิคหรูในสวิตเซอร์แลนด์ในอัตราค่ารักษานับล้านบาทซึ่งนับเป็นวิธีเดียวในอดีตที่จะได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์จาก Stem Cells

Cosmetic Advantages of our own Stem Cells
1. Stem Cell Face Lift                        เพื่อใบหน้าตึง–กระชับดูอ่อนเยาว์
2. Stem Cell Breast Builder                เพื่อหน้าอกที่ได้รูปทรง–กระชับและอ่อนเยาว์
3. Stem Cell Anti-Aging                    เพื่อฟื้นฟูสุขภาพร่างกายโดยรวมให้แข็งแรง–กระปี้กระเปร่าและอ่อนเยาว์
4. Stem Cell  / Laser Transformation    ควบคู่กับการทำ Laser เพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่เช่นเดียวกับโปรแกรม Photoshop ที่ใช้สร้างภาพดิจิตอลเพื่อผิวเนียน–ละเอียดและอ่อนเยาว์จนสัมผัสได้Pro. One Stem Cell Face Liftยกกระชับปรับใบหน้าให้เรียบตึงและอ่อนเยาว์ด้วยการปลูก Stem Cells ของเราเองลงบนผิวหนังซึ่งนอกจากช่วยฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวมให้กลับมาอ่อนเยาว์ประหนึ่งย้อนเวลาให้กับผิวแล้วยังสามารถใช้เซลล์เหล่านี้เป็น Natural Filler เติมบริเวณริ้วรอยและร่องแก้มได้อีกด้วย  เหมาะสำหรับ      ผู้ที่ต้องการความอ่อนเยาว์แบบเป็นธรรมชาติปราศจากสิ่งแปลกปลอม